ในทุกๆปี ช่วงปลายปี ทีมงาน SRAN จะจัดทำบทความสรุปภัยคุกคามด้านไอทีที่เกิดขึ้นในรอบปี ( http://sran.org/fq ) และได้จัดทำการทำนายภัยคุกคามด้านไอทีในปีถัดไปเช่นเป็นเวลา 4 ปีติดต่อกันแล้ว ตอนนี้มาถึงปีนี้ก็ได้มีการจัดทำขึ้นชื่อบทความว่าทำนายภัยคุกคามด้านไอทีปี 2010
บทความนี้จัดทำขึ้นโดยทีมงาน SRAN Dev จากการรวบรวมข้อมูลและผลที่น่าจะเป็นไปได้ว่าจะเกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงปลอดภัยทางคอมพิวเตอร์ ปี 2010 ซึ่งจะเป็นเอกสารที่แตกต่างจากที่ส่งให้กับสื่อสารมวลชนจากที่อื่นๆ เนื่องจากจะลงรายละเอียดทางเทคนิคเข้าไปด้วยการทำนายภัยคุกคามด้านไอทีในครั้งนี้ประกอบไปด้วย 10 หัวข้อหลัก โดยมีรายละเอียดดังนี้
1. แอนตี้ไวรัสไม่เพียงพอสำหรับการป้องกัน
การกำเนิดขึ้นของภัยคุกคามแบบโพลีมอร์ฟิค (polymorphic code – เป็นโค้ดที่ใช้กลไกโพลีมอร์ฟิค เพื่อเปลี่ยนรูปแบบ ในเวลาเดียวกันก็ยังคงรักษาอัลกอรึทึมเดิมไว้โดยไม่เปลี่ยนแปลง โค้ดดังกล่าวจะเปลี่ยนแปลงทุกครั้งที่มันทำงาน แต่การทำงานของโค้ดทั้งหมดจะไม่เปลี่ยนแปลง ในบางครั้งไวรัสคอมพิวเตอร์ เชลล์โค้ดและหนอนคอมพิวเตอร์ใช้เทคนิคนี้เพื่อซ่อนการมีอยู่ของตัวมัน) และการแพร่กระจายของมัลแวร์ที่มีลักษณะเฉพาะในปีค.ศ. 2009 ทำให้ธุรกิจนี้ตระหนักได้อย่างรวดเร็วว่าวิธีการดั้งเดิมสำหรับแอนตี้ไวรัส (ทั้งแบบอาศัย signatures และ heuristic/behavioral) ไม่เพียงพอสำหรับการป้องกันภัยคุกคามในทุกวันนี้ โปรแกรมมัลแวร์มีอัตราในการสร้างที่สูงกว่าโปรแกรมทั่วไปที่ไม่มีประสงค์ร้าย ดังนั้นจึงอาศัยเพียงการวิเคราะห์มัลแวร์เพียงอย่างเดียวไม่ได้อีกต่อไป การใช้ข้อมูลจากไฟล์ซอฟท์แวร์ทั้งหมด อย่างเช่นการใช้ “ชื่อเสียง” ของซอฟท์แวร์ (reputation-based security) เพื่อมาประกอบการตัดสินใจ จะเป็นวิธีการหลักในปีค.ศ. 2010
2. โซเชียล เอนจิเนียริ่งเป็นวิธีหลักในการโจมตี (Social Engineering Attack)
ผู้โจมตีมุ่งเป้าไปที่ผู้ใช้ปลายทางและพยายามหลอกล่อให้ผู้ใช้ดาวน์โหลดมัลแวร์หรือขโมยข้อมูลความลับ ความนิยมของการโจมตีแบบนี้มาจากเหตุผลที่ว่าชนิดของระบบปฏิบัติการและเว็บบราวเซอร์ของในคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ไม่มีความเกี่ยวข้องกับการโจมตี เนื่องจากผู้ใช้เป็นเป้าหมายโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยช่องโหว่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ โซเชียล เอนจิเนียริ่งเป็นหนึ่งในวิธีการเบื้องต้นอยู่แล้วในปัจจุบัน และคาดว่าความพยายามในการโจมตีโดยใช้เทคนิคจะเพิ่มขึ้นมาอีกในปีค.ศ. 2010
3. ผู้ขายซอฟท์แวร์ประเภท “rogue security software” จะเพิ่มความพยายามมากขึ้น
ในปีค.ศ 2010 คาดว่าจะมีความพยายามของผู้แพร่กระจาย rogue security software (มัลแวร์ที่พยายามลวงให้ผู้ใช้จ่ายเงินสำหรับผลิตภัณฑ์ปลอม) เพิ่มไปอีกระดับ แม้แต่กระทั่งการโจมตีคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ เพื่อทำให้ใช้การไม่ได้และเรียกค่าไถ่ จากนั้นผู้ขายซอฟท์แวร์เปลี่ยนชื่อซอฟท์แวร์แอนตี้ไวรัสแจกฟรีที่สามารถดาวน์โหลดได้ทั่วไป ที่ผู้ใช้เข้าใจว่าจำเป็นต้องจ่ายเงินซื้อ เพื่อมาเสนอขายให้กับผู้ใช้ที่ไม่รู้ข้อเท็จจริง
4. การโจมตีผลการค้นหาเสิร์ชเอนจิ้น (SEO Poisoning attack)
SEO ถือว่าเป็นเทวะ และ ซาตาน ในตัวเอง หากใช้ถูกทางก็สามารถสร้างรายได้จาก SEO ได้แต่บางครั้งเราจะพบว่า SEO เป็นช่องทางในการหลอกหลวงโดยการเกาะกะแสสังคมที่เกิดขึ้นได้เช่นกัน การโจมตีที่เรียกว่า SEO poisoning attack หรือ Blackhat SEO attack เกิดขึ้นเมื่อแฮกเกอร์โจมตีผลการค้นหาจากเสิร์ชเอนจิ้นเพื่อทำให้ลิงค์ของพวกเขาอยู่สูงกว่าผลการค้นหาทั่วไป เมื่อผู้ใช้ค้นหาคำค้นที่เกี่ยวข้อง ลิงค์ที่มีมัลแวร์จะปรากฏใกล้กับตำแหน่งสูงสุดของผลการค้นหา ทำให้เกิดจำนวนคลิกไปยังเว็บมุ่งร้ายที่มากขึ้นกว่าเดิมมาก ในปีค.ศ. 2008 ผู้โจมตีใช้เทคนิคนี้เพื่อเพิ่มผลการค้นหาที่มุ่งร้ายจากการค้นหาทุกอย่างที่เกี่ยวกับ “MTV VMA awards” และ “Google Wave invites” ไปจนถึง “iPhone SMS features” และ “US Labour Day sales” การโจมตีนี้ประสบความสำเร็จ เพราะทันทีที่การรณรงค์ที่มุ่งร้ายนี้ถูกจับได้และลบออกจากผลการค้นหา ผู้โจมตีก็จะเปลี่ยนเส้นทางของบอทเน็ตไปยังคำค้นใหม่ที่เหมาะสมกับเวลา การรณรงค์ที่ไม่หยุดยั้งนี้ดูเหมือนจะเพิ่มขึ้นในปีค.ศ. 2010 และอาจทำให้เกิดปัญหาด้านความเชื่อถือในผลการค้นหาของผู้ใช้บริการ ถ้าผู้ให้บริการยังไม่เปลี่ยนวิธีการบันทึกและแสดงลิงค์
คอนฟิกเกอร์ (Conficker) โจมตีช่องโหว่ในส่วนของวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์เซอร์วิส (Windows Server service) ซึ่งไมโครซอทฟ์ได้ออกซอฟท์แวร์แก้ไข (MS08-067) ในเดือนตุลาคม ค.ศ. 2008 มันอาศัยเทคนิคออโต้รันเพื่อการแพร่กระจายผ่านทางทัมบ์ไดรฟ์ (thumb drive) แบบยูเอสบี หลังจากที่มันเข้าไปอยู่ในคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งแล้ว มันจะพยายามเข้าถึงเน็ตเวิร์คแชร์ (Network Shares) และพยายามแคร็กรหัสผ่านของแอคเคาท์ในเครื่อง ถ้าคอนฟิกเกอร์สามารถแคร็กรหัสผ่านของผู้ดูแลระบบได้ มันจะใช้เซอร์วิสที่ชื่อว่า วินโดวส์ ทาสค์ เชดดูเลอร์ (Windows Task Scheduler service) เพื่อแพร่กระจายตัวมันเองไปยังคอมพิวเตอร์เครื่องอื่น ๆ ต่อไป