15.02.09

เทคนิคเฝ้าระวังภัยเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสม


มี คำถามว่า “มีบ้างไหม ที่ท่องโลกอินเตอร์เน็ต ไม่เคยเปิดเว็บไซต์ ?” อย่างน้อยหากเราต้องการค้นหาข้อมูลก็ต้องเปิดเว็บค้นหาที่คุ้นเคย เช่น google หรือ yahoo ในโลกยุคดิจิตอลนั้น เว็บไซต์ถือเป็นหัวใจของการท่องเน็ต เราสามารถใช้งานซอฟต์แวร์ต่างๆ ได้ผ่านเว็บไซต์ แทบไม่ต้องลงโปรแกรมให้ยุ่งยาก หากเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตได้ก็สามารถทำสิ่งต่างๆ มากมายผ่านเว็บไซต์ ทว่าเว็บไซต์ที่เราเข้าเยี่ยมชมในแต่ละวันนั้น จะทราบได้อย่างไรว่า “เว็บใดเหมาะสม / ไม่เหมาะสม?”

เกณฑ์ การประเมินเว็บไซต์ คงไม่มีรูปแบบแน่นอนตายตัว ขึ้นอยู่กับคุณธรรมและสามัญสำนึกของผู้ใช้งานเป็นสำคัญ ตระหนักคิดด้วยวิจารณญาณว่าเว็บไซต์ที่ไปเยือน ณ เวลานั้นผิดศีลธรรม ประเพณีวัฒนธรรม หรือดูหมิ่นบุคคลอื่นอย่างไม่มีเหตุผลหรือไม่ เป็นเว็บไซต์ที่แฝงภัยคุกคามหรือไม่ ผมขอหยิบยกข้อมูลสถิติจาก สบทร. (truehits) มาเสริมว่า สถิติการเข้าเยี่ยมชมเว็บไซด์ในวันที่ผมได้เขียนบทความนี้อยู่ที่ 3,993,403 เครื่องที่เปิดเว็บ และจากการสำรวจการใช้บริการเว็บแบ่งประเภทได้เป็น เว็บ Blog, เว็บบอร์ด, เว็บที่ใช้ในการ upload/download, เว็บเผยแพร่วิดีโอ,เว็บหน่วยงาน/ห้างร้าน/บริษัท, เว็บที่เกี่ยวกับการซื้อขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต (E-commerce), เว็บ Social Network ฯลฯ ในขณะที่เว็บไซต์ไม่เหมาะสม และภัยคุกคามที่เกิดจากเว็บไซต์นั้นมีสถิติเพิ่มสูงขึ้นทุกปี ในอัตราปีละ 2 เท่า แสดงให้เห็นว่าภัยคุกคามทางเว็บไซต์แปรผันตรงกับปริมาณเว็บไซต์ที่เพิ่ม จำนวนขึ้น…เป็นเงาตามตัว จึงขอนำเสนอแนวทางเฝ้าระวังภัยคุกคามทางเว็บไซต์ และปิดกั้นเว็บไซต์ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ให้ได้รับทราบกัน ทั้งในมุมมองระดับองค์กร (P1) และระดับผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต (P2)

เหตุผลหลักที่ต้องมีระบบเฝ้าระวังทางเว็บไซต์
ภัย คุกคามที่เกิดขึ้นบนโลกอินเตอร์เน็ตมักเกิดจากพฤติกรรมการใช้งานของผู้ใช้ เอง โดยภัยส่วนใหญ่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ สามารถแบ่งประเภทภัยคุกคามที่เกิดขึ้นบนเว็บไซต์ได้ดังนี้
1. ภัยคุกคามจากเว็บไซด์หลอกลวง ได้แก่
- Phishing Web เว็บที่มีการหลอกให้ทำธุรกรรมออนไลน์ เพื่อดักข้อมูลในการกรอกค่า User ID และ Password ซึ่งมักจะตั้งชื่อ URL หรือ Domain name ใกล้เคียงกับเว็บไซต์จริง อาศัยความเข้าใจผิด/ความไม่รู้ของผู้ใช้งานเป็นเครื่องมือ เมื่อดักข้อมูลได้ ก็จะนำ User ID ของเหยื่อไปใช้ทำธุรกรรมออนไลน์ เป็นต้น ผู้เสียหายจากภัยลักษณะนี้คือบุคคลทั่วไปที่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ และผู้ให้บริการเว็บไซต์ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นธนาคาร, เว็บ E-commerce ที่มีบริการธุรกรรมออนไลน์

- เว็บหลอกลวง ที่อาศัยความต้องการของผู้ใช้งานเป็นเหยื่อล่อ อันที่จริงอาจเรียกรวมกับกลุ่ม Phishing Web ได้เช่นกัน โดยเป็นการหลอกหลวงในส่วนอื่นๆ ที่ไม่ใช่การทำธุรกรรมออนไลน์ เช่น หลอกให้ผู้ใช้งาน download โปรแกรมไม่พึงประสงค์ ที่มีคุณสมบัติในการดักข้อมูล เช่น โปรแกรม Key Logger สาเหตุอาจเกิดจากผู้ใช้งานไม่ได้กลั่นกรองข้อมูลให้ดีเสียก่อน จึงตกเป็นเหยื่อของเนื้อหาชวนเชื่อ จำพวกยาลดความอ้วน, งานที่ได้รับค่าตอบแทนสูงเกินปกติ, โปรแกรม crack serial no., กลโกงเกมส์ เป็นต้น

2. ภัยคุกคามจากเว็บที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ได้แก่
- เว็บไซต์ลามกอนาจาร
- เว็บไซต์พนัน
- เว็บข้อมูลขยะ เช่น เว็บบอร์ดที่มี Botnet มาตั้งศูนย์ส่งข้อมูลชวนเชื่อ โดยเฉพาะเว็บบอร์ดที่ขาดระบบรักษาความปลอดภัยที่ดี เช่น โฆษณาขายสินค้า ขายยา ขายบริการต่างๆ
- เว็บไซต์ที่มีเนื้อหากระทบความมั่นคงของชาติ ซึ่งอาจเข้าข่ายหมิ่นสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์ ซึ่งเป็นที่รักยิ่งของคนไทย

3. ภัยคุกคามที่เกิดจากเว็บเครือข่ายสังคม ได้แก่
- เว็บเกมส์ออนไลน์
- เว็บ Social Network เช่น Hi5, Facebook ในส่วนนี้อาจเชื่อมกับภัยคุกคามจากการหลอกลวงในรูปแบบอื่นได้ เช่น การขายบริการทางเพศ, การสอนเสพยาเสพติด ดังที่พบเห็นเป็นข่าวเมื่อเร็วๆ นี้
การป้องกันภัยในส่วนนี้ควรกระทำควบคู่กับการให้คำแนะนำ และควบคุมพฤติกรรมเยาวชน เพื่อป้องกันปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับสังคม

ช่วง เวลานี้หลายฝ่ายคงคิดหาทางป้องกันเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมในประเทศไทย เพื่อป้องกันปัญหาดังที่กล่าวข้างต้น ประเด็นหนึ่งที่เด่นชัดและเป็นที่ถกเถียงกัน คือ การปิดกั้นเว็บไซด์ไม่ใช่คำตอบสุดท้าย เพราะไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด โดยเฉพาะกับงานสืบสวนสอบสวนแล้ว ไม่ถือว่าเหมาะสมนัก เนื่องจากเราจะไม่อาจหาข้อมูลแหล่งที่มาของผู้กระทำความผิดได้เลย

จุดประสงค์ของการเฝ้าระวังเว็บไซต์ไม่เหมาะสม มี 3 ข้อใหญ่ คือ
1. ต้องการทราบไอพีต้นทาง ที่เปิดเว็บไซต์ไม่เหมาะสม โดยระบุไอพีต้นทาง, ไอพีปลายทาง, ชื่อ ISP, ชื่อบริษัทหรือตำแหน่ง (Location) ที่ตั้งของผู้เปิดเว็บไซต์ไม่เหมาะสม
2. ต้องการทราบเนื้อหาที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันหลักในประเทศ
3. ต้องไม่ส่งผลกระทบต่อเครือข่ายที่ทำการติดตั้งระบบ และไม่ไปเกี่ยวข้องกับค่าองค์ประกอบสำคัญของระบบเครือข่าย (Configuration)
เมื่อ แน่ใจแล้วว่าเป็นเว็บไซต์ที่ไม่เหมาะสมจริง จากการพิสูจน์หาหลักฐานและแหล่งที่มาต่างๆ แล้ว จึงจะทำการส่งข้อมูลไปยังระบบปิดกั้น (Web Filtering) ซึ่งรูปแบบนี้ผมขอขยายความเพื่อเป็นประโยชน์ในการจัดทำระบบดังกล่าวให้เกิด ขึ้นได้จริง ทั้งในระดับเครือข่ายองค์กรทั่วไป และเครือข่ายระดับประเทศ

รายละเอียดอ่านได้ที่

http://nontawattalk.blogspot.com/2009/02/blog-post.html

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

© Copyright 2010 Global Technology Integrated